โรค ปวดอุ้งเชิงกรานไม่ทราบสาเหตุ (Pelvic pain unspecified) เกิดจากอะไร และวิธีการรักษาเบื้องต้นเป็นอย่างไร

วันที่โพสต์:
feature-image-blurfeature-image

เขียนโดย

แชร์บทความ

share-optionshare-optionshare-optionshare-option

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค

อาการปวดอุ้งเชิงกราน คืออาการปวดที่อยู่บริเวณอุ้งเชิงกรานหรือบริเวณท้องน้อยนั่นเอง ซึ่งภายในบริเวณนั้นจะมีอวัยวะที่สามารถทำให้ปวดได้ตั้งแต่ กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ มดลูก รังไข่ และกล้ามเนื้อเป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพยาธิสภาพที่อวัยวะใดก็สามารถทำให้มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานได้ทั้งสิ้น สาเหตุของการปวดท้องน้อย 1.การปวดท้องน้อยอย่างทันทีทันใด การปวดท้องน้อยทันทีทันใดมักเกิดจากสาเหตุอย่างหนึ่งอย่างเดียว เช่น มดลูกอักเสบ ปีกมดลูกอักเสบ การอักเสบของทางเดินปัสสาวะ ลำไส้ ไส้ติ่งอักเสบ เนื้องอกของรังไข่ ท้องนอกมดลูก 2.การปวดท้องน้อยเรื้อรัง อาจมีสาเหตุเดียวหรือเกิดจากหลาย ๆ สาเหตุร่วมกัน อาการเริ่มแรกมักปวดเป็นๆ หาย ๆ แล้วต่อมาปวดตลอดเวลา หรือ บางรายปวดร่วมกับการมีรอบประจำเดือน ตัวอย่างเช่น ปวดประจำเดือน เนื้องอกมดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นผิดที่ การมีผังพืดใมมดลูก มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะหรือที่ท่อไต หรือแม้กระทั่งภาวะทางจิตใจหรือภาวะเครียดเป็นต้น

อาการของโรค

อาการเด่นจะเป็นอาการปวดท้องน้อย หรือปวดในอุ้งเชิงกราน และจะมีอาการเสริมอื่นขึ้นอยู๋กับสาเหตุของโรคนั้นๆ เช่น มีไข้, มีเลือดออกผิดปกติร่วมด้วย มีตกขาวร่วมด้วย หรือมีอาการปวดมากขึ้นเวลาขยับตัวเป็นต้น

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค

ใช้การซักถามประวัติต่าง ๆ อย่างละเอียดถึงลักษณะการปวดต่างๆ ทำการตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และอาจมีการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับว่าอาการของผู้ป่วยและการตรวจของแพทย์สงสัยว่าเป็นโรคอะไร ทั้งนี้เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและแยกโรค เช่น

  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ซึ่งจะทำให้เห็นลักษณะของมดลูกและปีกมดลูกได้ดี
  • การตรวจทวารหนักและส่องตรวจลำไส้ใหญ่
  • การส่องกล้องตรวจในช่องท้อง (Diagnostic laparoscopy) เพื่อดูในอุ้งเชิงกราน ซึ่งจำเป็นต้องนำผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดและดมยาสลบ (การเลือกใช้วิธีนี้แพทย์จะใช้ตรวจในกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน)
  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ
  • การตรวจปัสสาวะแบบสมบูรณ์แบบ (Complete urine analysis) ในกรณีที่สงสัยว่า น่าจะมาจากระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  • การฉีดสีเพื่อดูระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การกลืนแป้งหรือสวนแป้งเอกซเรย์เพื่อดูทางเดินอาหาร

แนวทางการดูแลรักษา

วิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานเป็นหลัก แต่ในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยสามารถรักษาแบบประคับประคองได้ด้วยตัวเองก่อน เช่น การพักผ่อน, การรับประทานยาแก้ปวด เป็นต้น และถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการเป็นมากขึ้น ควรพิจารณาพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมต่อไป

แพทย์เฉพาะทางแนะนำ

สูตินรีแพทย์, กุมารแพทย์ กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี

ข้อควรระวัง

อาการปวดอุ้งเชิงกรานสามารถเป็นสาเหตุของโรคที่หลากหลาย ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดอุ้งเชิงกรานโดยที่มีอาการรุนแรง หรือมีอาการเป็นเวลานานติดต่อกัน หรืออาการไม่ดีขึ้นภายหลังจากรับประทานยาแก้ปวด ควรพิจารณาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://vibhavadi.com/health118 https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/12106-pelvic-pain#:~:text=Although%20pelvic%20pain%20often%20refers,in%20non%2Dreproductive%20internal%20organs.

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด
article-cover
  • อวัยวะเพศ, ระบบสืบพันธุ์
  • สงสัยภาวะตั้งครรภ์ (Pregnancy)

สงสัยภาวะตั้งครรภ์ (Pregnancy)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค การตั้งครรภ์ (Pregnancy) คือ ภาวะที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ แล้วได้ตัวอ่อนเกิดขึ้นมา ในการตั้งครรภ์ปกติ ตัวอ่อนจะไปฝังอยู่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก และตัวอ่อนจะแบ่งตัวและพัฒนาเป็นอวัยวะต่าง ๆ จนเจริญเติบโตเป็นทารก ซึ่งผู้หญิงโดยทั่วไปที่มีประจำเดือนปกติและมาสม่ำเสมอทุก ๆ 28 - 30 วัน จะตั้งครรภ์ประมาณ 40 สัปดาห์ หรือประมาณ 280 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด อาการของโรค * ประจำเดือนขาด * มีอาการแพ้ท้อง ปรากฏในช่วงตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์

article-cover
  • อวัยวะเพศ, ระบบสืบพันธุ์
  • ภาวะประจำเดือนมาน้อยผิดปกติ

ภาวะประจำเดือนมาน้อยผิดปกติ (Oligomenorrhea)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค โดยทั่วไป รอบเดือนแต่ละรอบของผู้หญิงจะห่างกันประมาณ 21 - 35 วัน ภาวะประจำเดือนมาน้อยผิดปกติ คือ ภาวะที่มีการขาดประจำเดือน หรือประจำเดือนมาห่างกว่าปกติ อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่ใช่สัญญาณอันตรายเสมอไป ส่วนใหญ่มักเกิดกับวัยรุ่นและผู้หญิงที่ใกล้เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ตัวอย่างสาเหตุประจำเดือนมาน้อยอื่นๆ ได้แก่ * การตั้งครรภ์ ผู้ที่ตั้งครรภ์อาจมีเลือดออกจากช่องคลอดแบบกะปริบกะปรอยในช่วงแรก จากนั้นจะขาดประจำเดือนไป หากมีความเสี่ยงตั้งครรภ์ควรทำการตรวจการตั้งครรภ์

article-cover
  • อวัยวะเพศ, ระบบสืบพันธุ์
  • ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด (Abnormal vaginal bleeding unspecified)

ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด (Abnormal vaginal bleeding unspecified)

ประจำเดือน...มาเยอะ มาน้อย เสี่ยง มีภาวะเลือดออกผิดปกติ ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก(Abnormal uterine bleeding) นั้นหมายถึงการที่รอบประจำเดือนมีความผิดปกติ คลาดเคลื่อน รวมถึง ระยะเวลาที่มีประจำเดือน, ปริมาณเลือดที่ออกมา, ความห่างของแต่ละรอบเดือน มีความผิดปกติเกิดขึ้น โดยปกติแล้วนั้นรอบเดือนควรจะมีทุกๆ 24-38 วัน โดยระยะเวลาที่มีเลือดระดูออกมานั้นอยู่ที่ 3-8 วัน รวมถึงความผิดปกติของเลือดระดูที่ออกมานั้นถ้ามีเลือดออกในช่วงระหว่างรอบเดือน, หลังจากการมีเพศสัมพันธ์,

article-cover
  • อวัยวะเพศ, ระบบสืบพันธุ์
  • การอักเสบของอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflammatory disease)

การอักเสบของอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflammatory disease)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ คือการติดเชื้อในอวัยวะสืบพันธุ์สตรี อันได้แก่ มดลูก ปีกมดลูก และรังไข่ ซึ่งมักจะเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อเหล่านี้จะแพร่กระจายจากช่องคลอดไปปากมดลูก และเข้าไปในอวัยวะอุ้งเชิงกรานคือมดลูกและเกิดการอักเสบที่รุนแรงตามมา ในหลายกรณีแพทย์อาจไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนว่าเกิดจากแบคทีเรียชนิดใด อาจให้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดในการรักษาเพื่อครอบคลุมในการฆ่าเชื้อที่อาจเป็นสาเหตุได้ทั้งหมด อาการของโรค * ปวดท้องช่วงล่าง หรือ ท้องน้อย * มีไข้ ในราย

article-cover
  • อวัยวะเพศ, ระบบสืบพันธุ์
  • ภาวะหมดประจำเดือน/วัยทอง (Menopause)

ภาวะหมดประจำเดือน/วัยทอง (Menopause)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค วัยหมดประจำเดือน หรือวัยหมดระดู หมายถึง สตรีในวัย 40 – 59 ปี ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ลดลงเนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นในหญิงทุกคนตามธรรมชาติ ทำให้สิ้นสุดการมีประจำเดือนอย่างถาวรร่วมด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอื่นๆตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น อาการของโรค อาการระยะสั้น * ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาติดกันหรือห่างจากกันมาก หรือเลือดออกช่องคลอดกะปริบกะปรอยได้ * อาการร้อนวูบวาบ * นอนไม่หลั