อาการคนท้อง…เป็นยังไงกันในแต่ละสัปดาห์ ?


เขียนโดย
หัวข้อ
“อาการคนท้องเป็นยังไง” อาจเป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายๆคนอยากรู้และอาจจะกังวล โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ หรือ คนที่อยากจะมีลูกน้อย
คำถามมากมายอาจจะพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเรา อย่าง อาการคนท้องแรกๆเป็นยังไง ? เราสามารถท้องไม่รู้ตัวได้หรือเปล่า ? แพ้ท้องเป็นยังไง ? เราจำเป็นต้องอยากอาหารเปรี้ยวจริงหรอ ?
วันนี้ Agnos จะพามาตอบคำถามที่คาใจเหล่านี้กัน !
เรามาเริ่มต้นกันที่…
เดือนที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1-4)
ประจำเดือนไม่มา
ปัสสาวะบ่อยขึ้น
คุณแม่อาจรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นเนื่องจาก อาจเกิดจากฮอร์โมนที่พุ้งสูงขึ้น จนทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบปัสสาวะที่เชื่อมถึงกัน จนทำให้กระเพาะปัสสาวะนั้นบีบตัวนั่นเอง
อารมณ์แปรปรวน
อารมณ์ที่แปรปรวน ขึ้นๆลงๆนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่คุณแม่คิดไปเอง แต่เกิดจากฮอร์โมนที่แปรปรวน ร่วมกับความเครียดของคุณแม่แล้ว อาจทำให้คุณแม่มีอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว เศร้า หรือร้องไห้ง่ายเป็นต้น
อ่อนเพลีย
อาการอ่อนเพลียพบได้มากในสัปดาห์ที่ 4 เนื่องจากร่างกายของคุณแม่กำลังพัฒนาก้อนเซลล์เล็กๆ ให้เป็นตัวอ่อนนั่นเอง
ปวดท้อง
อาการปวดท้องเล็กๆน้อยๆ หรือปวดหน่วงๆ เป็นอาการปกติและพบได้มากในสัปดาห์ที่ 4 แต่หากมีอาการปวดมากและรุนแรงผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
มีเลือดออกเล็กน้อย
คุณแม่บางคนอาจจะตกใจกับอาการนี้ เนื่องจากคิดว่าประจำเดือนต้องไม่มาแล้วสิ เพราะเราท้องแล้ว แต่การมีเลือดออกเล็กน้อย เป็นเรื่องที่พบได้มาก เนื่องจากการฝังตัวของตัวอ่อน และจะค่อยๆหายไปเอง แต่หากคุณแม่คนไหน มีเลือดออกมากเหมือนมีประจำเดือน หรือเยอะกว่านั้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจดูความผิดปกติทันที
เดือนที่ 2 (สัปดาห์ที่ 4-8)
เจ็บเต้านม
มีอาการเจ็บที่บริเวณเต้านม หรือคุณแม่อาจรู้สึกว่าเต้านมใหญ่ขึ้น เนื่องจากมีการเจริญเติบโตของไขมันและต่อมน้ำนม นอกจากนี้อาจมีเส้นเลือดลำเขียวๆ หรือสีดำปรากฏขึ้นบริเวณเต้านม ในบางรายอาจเริ่มเจ็บหัวนม และหัวนมมีสำคล้ำขึ้น
ตกขาว
อาจมีการตกขาวที่มากขึ้น ถ้าตกขาวเป็นสีขุ่นๆหรือสีครีมนั้นไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่หากมีสีเขียว หรือสีเหลืองรวมถึงอาการคันร่วมด้วย อาจควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็ก
มีอาการแแพ้ท้อง
อาจรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อกลิ่น ไม่ว่าอะไรก็เหม็นไปซะทุกอย่างเลย !
หิวบ่อย
แน่นอนว่าเมื่อมีอีก 1 ชีวิตที่อยู่ในท้องของเรา ร่างกายอาจต้องการสารอาการที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นคุณแม่อาจต้องกินโปรตีนและแป้งให้เพียงพอในแต่ละมื้อนั่นเอง
**** ในคุณแม่บางคนอาจจะไม่หิวเลย รวมถึงไม่อยากอาหารด้วย แต่คุณแม่ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสารอาหารที่เพียงพอต่อทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อย****
เดือนที่ 3 (สัปดาห์ที่ 8-12)
มดลูกขยายตัว
ในช่วงเดือนนี้อาจเริ่มตรวจได้ง่ายขึ้นเล็กน้อย
น้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลง
อาการแพ้ท้องและอารมณ์อาจดีขึ้น
อาการแพ้ท้องจะค่อยๆลดลง และอารมณ์ของคุณแม่อาจจะค่อยๆคงที่มากขึ้น
ขนาดร่างกายขยายขึ้น
โดยร่างกาย อย่าง แขน ขา หรือสะโพกจะขยายใหญ่มากขึ้น
โดยในช่วงเดือนนี้ “รก” ถูกพัฒนาขึ้น
เดือนที่ 4 (สัปดาห์ที่ 12-16)
หน้าท้องเริ่มออก
เนื่องจากมดลูกมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ท้องเริ่มใหญ่ขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้อาจมีเส้นเลือดสีดำขึ้นมาบริเวณตรงท้องอีกด้วย
หัวใจเต้นเร็ว
เนื่องจากหัวใจของคุณแม่ต้องสูบฉีดเลือดให้เพียงพอต่อร่างกายของคุณแม่และลูกน้อย จึงอาจทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้นนั่นเอง
อาการอื่นๆที่คุณแม่อาจเป็นได้ :
- ปวดหลัง
- เลืดออกตามเหงือก
- อาหารไม่ย่อย
- แสบร้อนกลางอก
- น้ำหนักตัวเพิ่ม
- หายใจถี่ คัดจมูก
เดือนที่ 5 (สัปดาห์ที่ 16-20)
ท้องลาย
อาจเห็นลายชัดขึ้น และอาจมีเส้นเลือดฝอยขึ้นตามตัว เช่นบริเวณท้อง หรือตามแขนเป็นต้น
ลูกดิ้น
ในช่วงสัปดาห์ที่ 20อาจรับรู้ได้ถึงการดิ้นของลูกน้องเรา
ท้องผูก
คุณแม่อาจเกิดอาการท้องผูกหรืออาหารไม่ย่อยได้
ร้อนง่าย
อาจเกิดจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่หนักขึ้น คุณแม่อาจมีอาการร้อนง่าย
เดือนที่ 6 (สัปดาห์ที่ 20-24)
ปวดชายโครง
ชายโครงคือบริเวณล่างสุดของซี่โครง หรือบริเวณเอวของเรานั่นเอง
ปวดท้อง
ในช่วงเดือนนี้อาจจะรู้สึกปวดท้องบ่อยมากขึ้น เนื่องจากมดลูกหดเกร็ง ไม่ควรลุกไวๆ หรือเปลี่ยนท่าไวๆนั่นเอง
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีก
ในช่วงเดือนนี้คุณแม่อาจจะต้องระวังตัวมากขึ้น เนื่องจากอาจเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ครรภ์เป็นพิษ หรือเบาหวาน
เดือนที่ 7 (สัปดาห์ที่ 24-28)
น้ำหนักขึ้นเร็ว
ในช่วงนี้คุณแม่อาจจะรู้สึกน้ำหนักขึ้นเร็วจนทำให้อึดอัดได้
น้ำนมไหล
คุณแม่บางคนอาจมีน้ำนมไหล แต่เป็นน้ำนมสีเหลืองใส ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะร่างกายกำลังเตรียมตัวก่อนคลอดนั่นเอง
ปวดหลัง
ร่างกายของคุณแม่ต้องรับน้ำหนักที่มากขึ้น และเชิงกรานขยายใหญ่ขึ้น จึงอาจทำให้เกิดอาการปวดหน่วงๆร่วมด้วย
นอนลำบาก
ท้องที่ใหญ่ขึ้น อาจทำให้นอนลำบากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนอนหงาย หรือตะแคง รู้สึกไม่สบายตัวเลย แนะนำให้คุณแม่นอนตะแคงซ้าย แล้วนำหมอนมาสอดไว้ระหว่างขา
กรดไหลย้อน
นอกจากท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อยแล้ว คุณแม่อาจมีอาการกรดไหลย้อน เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน ส่งผลให้การย่อยอาหารนั้นช้าลง
เดือนที่ 8 (สัปดาห์ที่ 28-32)
เท้าบวม
เกิดจากมดลูกกดเส้นเลือดดำในท้อง ทำให้เลือดกลับสุ่หัวใจยากขึ้น เลือดเลยค้างอยู่ที่บริเวณขานั่นเอง
เจ็บท้อง
อาการเจ็บท้องอาจเป็นสัญญาณเตือนคลอด เนื่องจากมดลูกมีการเกร็ง และหดตัว โดยอาจเกิดการเจ็บท้องเป็นระยะๆ อาจทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บท้องและท้องแข็งนั่นเอง
จุกเสียด
เนื่องจากครรภ์มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น อาจไปเบียดชายโครงและยอดอกทำให้คุณแม่เกิดอาการจุกเสียดได้
เดือนที่ 9 (สัปดาห์ที่ 32-39)
ท้องลดลง
ในคุณแม่บางคน หน้าท้องอาจลดลงเนื่องจากทารกนั้น กลับหัว
**ช่วงเวลาการกลับหัวของทารกแตกต่างกันออกไป**
นอนไม่หลับ
อาจเกิดจากการที่ลูกดิ้นแรง หรือต้องเข้าห้องน้ำบ่อย อาการเจ็บท้องเป็นต้น
คุณแม่บางคนอาจเกิดอาการเจ็บท้อง เนื่องจากมดลูดเกร็งเป็นระยะๆ ซึ่งอาการเจ็บท้องเป็นสัญญาณเตือนนั่นเอง
ในช่วงเดือนนี้คุณแม่อาจต้องไปพบคุณหมอทุกๆสัปดาห์ เพื่อดูความพร้อมของลูกน้อย
อาการเจ็บท้องจะมาเรื่อยๆ และควรสังเกตอาการของคุณแม่อยู่เสมอว่า สัญญาณเตือนที่มาอยู่เรื่อยๆนั้น เป็นสัญญาณเตือนคลอดจริงแล้วหรือไม่ เช่น ถุงน้ำคร่ำแตก เป็นต้น
อายุครรภ์ครบกำหนดจะอยู่ที่ 37-41 สัปดาห์ หากเกินกว่านั้น อาจเกิดอันตรายกับคุณแม่และลูกน้อยได้
โดยหากมีอายุครรภ์ 42 สัปดาห์ขึ้นไป อาจทำให้ รกเสื่อม น้ำคร่ำลดลง และเมื่อมดลูดหด และรัดตัว อาจทำให้ออกซิเจนไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดอันตรายต่อการมีชีวิตนั่นเอง
เรามาต่อกันที่คำถามที่ใครหลายคนสงสัย ที่ว่า
“ทำไมคนท้องชอบกินของเปรี้ยว?”
หลายๆคนต้องเคยได้ยินมาบ้างแหละว่า คนท้องกับของเปรี้ยวเนี่ย เป็นของคู่กันเลย แต่ทำไมล่ะ?
อธิบายง่ายๆเลย คือ ในช่วงที่คุณแม่ท้องเนี่ย ฮอร์โมนที่ชื่อว่า
Human Chorionic Gonadotropin หรือ HCG จะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียนอยู่บ่อยๆ และทำให้คุณแม่อยากกินอาหารเปรี้ยวๆ เนื่องจากอาหารเปรี้ยวๆเนี่ย จะช่วยลดอาการคลื่นไส้และไปกระตุ้นให้คุณแม่อยากอาหารมากขึ้นนั่นเอง
เนื่องจากคุณแม่อาจต้องพบเจออาการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการทางกายและทางใจ คนรอบข้างและกำลังใจนั้น สำคัญเสมอ !
Agnos ขอเป็นอีก 1 กำลังใจให้คุณแม่และทุกๆคนที่กำลังตั้งครรภ์รวมถึงวางแผนที่จะมีลูกน้อย ให้สุขภาพแข็งแรงและปลอดภัยกันทุกคน !
อ้างอิง :
https://th.theasianparent.com/4-weeks-pregnancy
https://www.tmwa.or.th/new/view.php?topicid=337
https://th.theasianparent.com/what-happens-at-2-months-of-pregnancy
https://th.theasianparent.com
https://bunnemamalade.com/pages/pregnancy-week-by-week
https://www.bccgroup-thailand.com
https://www.sikarin.com/health
https://www.enfababy.com













