ภาวะซึมเศร้าคืออะไร สังเกตอาการได้อย่างไร มีการรักษาโรคซึมเศร้าแบบไหน พร้อมแบบทดสอบโรคซึมเศร้าออนไลน์

Depressionโรคซึมเศร้าสุขภาพจิตตรวจสุขภาพใจแบบทดสอบซึมเศร้า

แก้ไขล่าสุด: 23 มิถุนายน 2565

เขียนโดย

Agnos Team

Agnos Team

แชร์

what-is-depression

ภาวะซึมเศร้า คืออะไร ?

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องโรคซึมเศร้ามาบ้าง ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นช่วงที่มีข่าวนักดนตรีท่านหนึ่งได้เสียชีวิตลงจากการกระโดดคอนโดมิเนียม ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากการเสียใจเรื่องของความรักและมีอาการของโรคซึมเศร้าร่วมด้วย จากข่าวนั้นทำให้หลายๆ คนในประเทศเราเริ่มให้ความสนใจโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น รวมถึงเพื่อนๆ ของผู้เสียชีวิตก็ช่วยกันออกมารณรงค์เรื่องการรับฟังเพื่อนหรือคนใกล้ตัวให้มากขึ้น เพราะนี่คือโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างใส่ใจและจริงจัง

บทความนี้จะช่วยคุณคลายข้อสงสัยทั้งหมดว่า โรคซึมเศร้านั้น คือ โรค อาการที่เกิดจากความรู้สึกผิดหวัง เสียใจอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนหรือเจอกับความเครียดความกดดันเป็นเวลานาน ทำให้ความผิดหวังเสียใจหรือความต้องการโต้แย้งนั้นเป็นยาวนานกว่าอารมณ์ปกติ และส่งผลให้มีอาการทางร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หมดความสนใจโลกภายนอก มองโลกแง่ร้าย ขาดความมั่นใจ หรือจนกระทั่งไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ซึ่งผู้ป่วยต้องได้รับการรักษา เพื่อให้คนป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติให้ได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

เกิดได้จากหลายปัจจัยหลักเหล่านี้ คือ

  1. พันธุกรรม จากการวิจัยพบว่าคนที่มีญาติพี่น้องป่วยเป็นโรคนี้ก็มีโอกาสสูงที่จะป่วยเป็นโรคนี้ได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่มีอาการเป็นซ้ำๆ หลายครั้ง
  2. สารเคมีในสมอง เปลี่ยนไปจากปกติไม่สมดุลย์ ซึ่งก็คือสาร ซีโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ลดต่ำลง และความบกพร่องของการทำงานร่วมกันของทั้งสารรับและส่งสื่อประสาท
  3. ลักษณะนิสัย คนที่มองโลกแง่ร้าย มองทุกอย่างไม่ดีรวมถึงตัวเองด้วย ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ตัวเองซึมเศร้าได้
  4. สภาพแวดล้อม เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ เช่น การผิดหวังอย่างรุนแรง การเลี้ยงดูลูกแบบที่ไม่เคยได้รับการปฏิเสธมาก่อนเลยในชีวิต ได้รับความกดดันในชีวิตแล้วไม่สามารถรับมือได้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเหลืออยู่  

ภาวะซึมเศร้าคืออะไร
ภาวะซึมเศร้าคืออะไร


โรคซึมเศร้ามีอาการอย่างไร  

อาการของโรคซึมเศร้านั้นอยากให้สังเกต 2 ด้าน คือ ด้านของตัวผู้ป่วยเองกับด้านการสังเกตจากคนรอบข้าง

  1. ในด้านของผู้ป่วยเองนั้น จะเห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์แบบสุดขั้ว บางคนอาจจะอารมณ์ดิ่งมากกว่าปกติ  เช่น เสียใจขั้นสุดถึงขั้นไม่เห็นคุณค่าของชีวิตอยากฆ่าตัวตาย ดีใจขั้นสุดยิ้มแย้มหัวเราะเต็มที่อยากทำอะไรไปทุกสิ่ง นอนไม่หลับ หรือบางคนเป็นตรงข้ามคืออยากนอนตลอดเวลา น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วหรือบางคนกินไม่หยุดกลายเป็นน้ำหนักตัวเพิ่ม อยากอยู่ลำพังไม่ค่อยอยากไปเจอคนขาดความมั่นใจ ไม่ค่อยมีสมาธิหลงลืมง่ายจำอะไรไม่ค่อยได้ หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ซึ่งคนที่ป่วยบางทีก็ไม่รู้ตัวว่าเค้ามีอาการเหล่านี้

  2. จากการสังเกตโดยคนรอบข้าง จะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ชัดเจนที่สุด ดูแปลกไปไม่เหมือนเดิมโดยเฉพาะในวัยรุ่นจะดูหงุดหงิดฉุนเฉียวง่ายกว่าปกติ หรือบางคนจะรู้สึกว่าความเข้าใจในการสื่อสารกับคนอื่นไม่ปกติ เหมือนจะตีความเรื่องต่างๆ ในมุมของตัวเองแบบแปลกๆ จำเรื่องที่เคยพูดไปก่อนหน้าซัก 1-2 ชั่วโมงไม่ได้ ดูไม่ค่อยมีสมาธิ งานที่ทำออกมาไม่ละเอียดรอบคอบ เช่น คุยกันไว้อย่างทำงานออกมาอีกอย่างแทน ลางาน ขาดงาน กิจวัตรประจำวันแปลกไป ไม่ค่อยอยากคุยกับใคร หรือบางครั้งควบคุมร่างกายให้อยู่นิ่งแบบปกติไม่ค่อยได้ ดูเป็นคนยุกยิกไม่อยู่นิ่ง ดูเศร้าๆ มองโลกแง่ลบมาก รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่อง คนรอบข้างจึงมีความสำคัญมากในการสังเกตคนใกล้ตัวของเราและพาไปรับการรักษาอย่างเหมาะสม

การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้อย่างชัดเจนเมื่อมีภาวะเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งระยะเวลาที่เกิดขึ้นอาจจะเป็น 2-3 สัปดาห์ เป็นเดือนๆ หรือบางคนเป็นปีก็ได้ คือ  

  1. อารมณ์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจนมาก ดูเบื่อหรือเศร้ามากกว่าปกติ กล่าวโทษตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง หรือกระตือรือล้นมากเกินไป ดูร่าเริงผิดปกติ
  2. การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น นอนไม่ค่อยหลับ หลับไม่สนิท หรือบางคนนอนมากกว่าปกติ นอนเท่าไหร่ก็ไม่หายง่วง น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หรือบางคนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เคยชอบทำก็ไม่อยากทำ ชีวิตประจำวันจะแปลกไปจากปกติ ไม่ค่อยอยากพูดคุยกับใคร
  3. ความจำแย่ลงขาดสมาธิ ลืมสิ่งที่เพิ่งพูดคุยไปเพราะขาดสมาธิ ทำอะไรอย่างหนึ่งนานๆ ไม่ค่อยได้ ทำงานผิดๆ ถูกๆ ผลงงานแย่ลงไม่ค่อยเหมือนเดิม
  4. ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวแปลกไป เก็บตัว ไม่ค่อยพูด อารมณ์อ่อนไหวง่ายมากกลายเป็นคนขี้ใจน้อยคิดมาก หรือมองว่าคนอื่นๆ ไม่ชอบเราทำอะไรก็ไม่ถูกซักอย่าง
  5. อาการโรคจิต บางคนเมื่อเป็นมานานหรือมีอาการมากแล้ว จะเริ่มมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอนได้ มักคิดว่าโดนคนอื่นแกล้งตลอดเวลา    

ทำไมผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ค่อยบอกคนรอบข้าง

ด้วยจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่รอบตัวเราจะพบเจอหรือได้ทำงานร่วมกับผู้ป่วยเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องตระหนักไว้เสมอคือ เค้าคือคนป่วย เค้าไม่สบาย และควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพูดคุยกับนักจิตวิทยา ส่วนสาเหตุที่ผู้ป่วยส่วนมากไม่บอกกับคนใกล้ตัวก็น่าจะเกิดจาก ทั้งกลัวโ้ดนรังเกียจ และกลัวได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ทำให้รู้สึกด้อยค่ามากกว่าเดิม

ดังนั้นถ้าวันหนึ่งเพื่อนของเรา ลูกน้องที่งานเรา หรือคนในครอบครัวเราเริ่มมี อารมณ์ที่แปลกไปจากปกติอาจจะทั้งดูรุนแรงขึ้นหรือดูเสียใจมากกว่าปกติ เริ่มมีอาการทางร่างกายที่เปลี่ยนไป เราควรพูดคุยกับเค้าให้มากขึ้น ค่อยๆ สอบถามเค้าบ่อยขึ้น รับฟังสิ่งที่เค้าเล่าอย่างตั้งใจ อย่าพูดขัด อย่าพูดแทรก ให้เค้าเล่าออกมาให้มากที่สุด จนเค้าค่อยๆ สงบลง เราอาจเอ่ยคำรับฟังเป็นบางช่วง และสิ่งที่ไม่ควรทำคือ การพูดให้กำลังใจทั่วๆ ไป เช่น เดี๋ยวก็ดีขึ้น ไม่เป็นไรหรอกน่าอย่าคิดมาก หรือสู้ๆ นะ เพราะคำเหล่านี้ไม่ทำให้เค้ารู้สึกว่าคนสนใจฟังอย่างแท้จริงเลย

และสิ่งที่ควรทำที่สุดคือ แนะนำหรือพาเค้าไปพบแพทย์พบผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโดยเร็วที่สุด พูดให้เค้าเข้าใจว่าเค้าแค่ป่วยไม่สบายต้องไปพบแพทย์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเค้าเป็นคนบ้า โรคนี้เป็นกันเยอะแล้วยิ่งเริ่มรักษาเร็วเท่าไหร่โอกาสที่จะหายเป็นปกติก็จะยิ่งเร็วเท่านั้น

อาการแบบไหนที่เข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า

ด้านล่างเป็นตัวอย่างอาการเบื้องต้นที่เราสังเกตได้ซึ่งถ้าตรงอย่างน้อย 1 ข้อ เป็นเกือบตลอดเวลา เป็นทุกวัน และมีอาการอย่างน้อยตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไปแล้วล่ะก็ ควรโทรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสายด่วนสุขภาพจิต มีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า แล้วอาจพิจารณาไปพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อทำการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

  1. อารมณ์หดหู่ รู้สึกเศร้าตลอดวัน หรือในทางกลับกันรู้สึกหงุดหงิดไปทุกเรื่องที่เจอ ต้องพูดโต้แย้งทุกเรื่อง
  2. ไม่ค่อยสนใจทำอะไรเลยทั้งวัน หรือในทางกลับกันอยากทำอะไรมายมายไปหมด
  3. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออยากอาหาร ทานจนน้ำหนักเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด ต่อเดือนมากกว่าร้อยละ 5
  4. นอนหลับไม่สนิท นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ
  5. อยู่ไม่สุข ร่างกายอยู่นิ่งไม่ค่อยได้ต้องขยับขาขยับตัวตลอดเวลา หรือในทางตรงกันข้ามทำอะไรช้าลงมาก รู้สึกอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง
  6. มองว่าตัวเองไม่มีความสามารถ เป็นคนไร้ค่า ทำอะไรก็ออกมาไม่ดี
  7. ไม่มีสมาธิ จำอะไรไม่ค่อยได้ พูดคุยงงๆ เพราะจำไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้พูดอะไรไว้ ลังเลอยู่ตลอดตัดสินใจไม่ได้
  8. คิดอยากตาย ไม่เห็นคุณค่าในการมีชีวิตต่อไป ไม่เห็นอนาคต

หากคุณยังไม่มั่นใจสามารถใช้ระบบ AI คัดกรองความเสี่ยงโรคซึมเศร้าของ Agnos ที่พัฒนาร่วม กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (D MIND) และ กรมสุขภาพจิต ได้ที่ แบบทดสอบซึมเศร้าตรวจสุขภาพใจ กับคุณหมอพอดี ถ้าเราเริ่มสงสัยตัวเองหรือเริ่มสังเกตเห็นคนรอบข้างมีอการเหล่านี้แล้ว ถ้าเป็นไปได้สังเกตอารมณ์ จดอาการอย่างละเอียดไว้ซัก 2 สัปดาห์ แล้วโทรสอบถามผู้เชี่ยวชาญและไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ซึมเศร้า
ขั้นตอนการรักษาซึมเศร้า

ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร

ส่วนมากแล้วผู้ป่วยต้องอาศัยความกล้าหาญเพื่อผ่านขั้นตอนการแรก คือ การยอมรับว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและรับการรักษาก่อน แล้วถึงมาสู่ขั้นตอนการเข้ารับการรักษาที่จะได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งขั้นตอนการซักถามนี้สำคัญมากที่จะต้องเล่ารายละเอียด ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้คุณหมอทราบและวินิจฉัยให้ตรงกับระยะของอาการที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด เพียงแต่อาจต้องระวังว่าอาการซึมเศร้านี้ไม่ได้มีสาเหตุจากโรคทางกายจริงๆ เพราะถ้ามีสาเหตุจากโรคทางกายจะสามารถรักษาที่ต้นเหตุได้โดยตรง เช่น อาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคสมองอับเสบ โรคฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ เป็นต้น

  1. ซักถามอาการที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่มีอาการจนถึงปัจจุบัน ยิ่งเล่าได้ละเอียดเท่าไหร่แพทย์จะยิ่งเข้าใจอาการของคุณได้มากเท่านั้น ส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคโดยตรง
  2. ซักถามประวัติการเจ็บป่วย โรคประจำตัว ยาที่กินเป็นประจำ เพื่อหาสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า
  3. ถามประวัติความเจ็บป่วยจากเครือญาติ เพื่อดูสาเหตุทางพันธุกรรม
  4. ตรวจร่างกาย ส่งตรวจพิเศษที่จำเป็น เพื่อหาสาเหตุที่อาจจะทำให้เกิดโรคซึมเศร้า
  5. ซักประวัติญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพื่อให้ทราบอาการและเรื่องราวที่ชัดเจนมากขึ้น

การรักษาโรคซึมเศร้าจึงต้องไปพบแพทย์ เพราะบางครั้งอาการที่เราเป็นอาจจะยังไม่ใช่โรคซึมเศร้าแต่อาจเป็นสาเหตุของโรคทางกายดังกล่าวข้างต้น หรืออาจเป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า เช่น โรคอารมณ์สองขั้ว โรควิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้จากปัญหาก็เป็นได้

การรักษาโรคซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้านั้นสามารถทำได้หลายวิธี จากข้อมูลของ American Psychiatric Association, Oct 2020 ได้ระบุไว้ 3 วิธี คือ

1.   การรักษาด้วยการทานยา (Medication)

โดยปกติแล้วการได้รับยารักษาอาการโรคซึมเศร้านั้น เพื่อการค่อยๆ ปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ในผู้ป่วยที่อาการไม่มากยิ่งสามารถรักษาได้หายขาดจากการกินยา โดยผู้ป่วยจะค่อยๆ กลับมาดีขึ้นช้าๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์และจะไม่ได้ดีขึ้นโดยทันที  เมื่ออาการดีขึ้นแล้วแพทย์จะให้ทานยาต่อเนื่องไปอีก 4-6 เดือน แล้วค่อยๆ ลดปริมาณยาลงในกอีก 2-3 เดือนต่อมาจบหยุดยาในที่สุดเพื่อป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำ แต่ในผู้ป่วยที่ปรากฎอาการป่วยซ้ำ 2-3 ครั้ง ร่วมกับมีพันธุกรรมจากญาติผู้ป่วย หรือกลับมาเป็นซ้ำใน 1 ปี หรือเป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุต่ำกว่า 20 ปี หรือมีอาการรุนแรง และอันตราย  2 ครั้งใน 3 ปีแพทย์จะจ่ายยาป้องกันในระยะยาวเพิ่มให้ด้วย

ยารักษาโรคซึมเศร้าทุกชนิดมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของผู้ป่วยมากน้อยต่างกันในแต่ละชนิด แพทย์ผู้รักษาจะใช้ความเชี่ยวชาญในการเลือกยาและปรับปริมาณให้เหมาะสมกับร่างกายของผู้ป่วย ดังนั้นควรทานยาให้ครบตามปริมาณที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อผลในการปรับยาให้คงที่และเหมาะกับการรักษาของเรา ซึ่งด่านทานยารักษาโรคซึมเศร้านี้ คือด่านที่ยากที่สุดในการรักษา เพราะผู้ป่วยหลายคนไม่สามารถอดทนผลข้างเคียงจากยาหรือเข้าใจเองว่ายาทำให้ร่างกายแย่ลง แล้วหยุดกินยาเอง ลดปริมาณยาเอง หรือแม้กระทั่งหยุดการรักษาเองทำให้อาการของโรคกลับมาอีกต้องเข้าสู่การรักษาใหม่อีกครั้ง

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา คือ SSRI (serotonin reuptake inhibitor) ซึ่งกลไกสำคัญคือจะไปยับยั้งการดูดซึมซีโรโตนินกลับเข้าเซลล์ทำให้ซีโรโตนินเพิ่มขึ้นบริเวณส่วนต่อระหว่างเซลล์ประสาท ปัจจุบันใช้ยาขนานแรกในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้แก่ยา Fluoxetine และ Sertraline ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการพะอืดพะอม คลื่นไส้ กระวนกระวาย และนอนหลับยาก หรือในบางคนอาจเกิดอาการปวดหัวที่มักจะเกิดไม่นานร่วมด้วยก็ได้

what-is-depression


2. การรักษาด้วยจิตบำบัด (Psychotherapy), CBT (Cognitive Behavioral Therapy) และ Satir

การรักษาด้วยจิตบำบัดนั้น ใช้วิธีการสื่อสารทางคำพูด การสื่อสารด้วยภาษาร่างกายต่างๆ และความไว้วางใจระหว่างแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความเช้าใจตัวเอง การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ความคิด หรืออารมณ์ต่างๆ เพื่อลดอาการปัญหาหรือปรับสภาพจิตใจของผู้ป่วย มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น


- จิตบำบัดแบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยระบายความรู้สึกต่างๆ ที่สะสมไว้ออกมาได้แบบอิสระ ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ โดยมีนักจิตวิทยาที่จะช่วยดูแลให้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย

- จิตบำบัดแบบมุ่งเน้นการปรับความคิดความเข้าใจ จากความรู้สึกด้านลบต่างๆ ความเชื่อที่ไม่สมเหตุผลที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยซึมเศร้า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นความคิดด้านลบของตัวเองและรู้วิธีที่จะจัดการวิธีคิดในทางที่เหมาะสมได้

- จิตบำบัดแบบพฤติกรรมบำบัด สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการสร้างแรงจูงใจจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากโรคซึมเศร้าให้กลับมามีสมาธิอยู่กับปัจจุบันได้ ด้วยการสร้างเป้าหมายที่ขัดเจน การทำตามแผนที่วางไว้ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และฝึกการเข้าสังคม

การบำบัดพฤติกรมทางความคิด CBT หรือ Cognitive Behavioral Therapy ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเน้นไปที่การแก้ปัญหาจากอาการปัจจุบันและปัจจัยทีทำให้เกิดปัญหา เพื่อปรับความคิดให้ผู้ป่วยมีกลับมามีความคิดที่สมเหตุผล ออกจากความคิดด้านลบ มองปัญหาให้ออก เข้าใจปัญหา เพื่อให้สามารถหาข้อสรุปให้กับปัญหาอาการซึมเศร้าของตัวเองได้ และช่วยป้องกันการซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ด้วยการใช้เทคนิคเหล่านี้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  • การบอกอารมณ์ของตัวเองได้ว่ารู้สึกอย่างไร
  • ประเมิณระดับอารมณ์ของตัวเองได้ เพื่อดูระดับความรุนแรงและการขึ้นลงของอารมณ์
  • อธิบายความคิดที่เกิดขึ้นอัตโนมัติได้
  • รู้จักรูปแบบความคิดที่บิดเบือน
  • ประเมิณความคิดตัวเองได้
  • การปรับความคิด

CBT จะใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการประสาทหลอนหรือหลงผิด ยังไม่มีอาการไบโพล่า และไม่ม่ีความบกพร่องในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือในการรักษา

ส่วน Satir model หรือทฤษฎีชาเทียร์ คือ ศาสตร์ของจิตบำบัดในรูปแบบของการเข้าใจความเชื่อของตัวเองแล้วเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเปรียบเทียบจิตใจของคนเป็นชั้นต่างๆ ในรูปแบบของภูเขาน้ำแข็งเพื่อให้มองเห็นภาพได้ผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก คือ

  • การตั้งเป้าหมาย หรือการหาข้อดีของตัวเราเอง
  • เรียนรู้ทฤษฎี Satir Iceberge และการนำไปใช้
  • การรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เพื่อให้ได้เป้าหมายทั้ง 3 ด้านคือ สุขภาพดีทั้งทางร่างกายและทางอารมณ์ มีความสุข และมีความสำเร็จในชีวิตนั่นเอง

3. การรักษาด้วยไฟฟ้า หรือ ECT (Electroconvulsive Therapy)

ECT เป็นการรักษาทางการแพทย์ที่เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ ด้วยการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้าระยะเวลาสั้นๆ ในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ภายใต้การดมยาสลบ ผู้ป่วยมักจะได้รับ ECT 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับการรักษาทั้งหมดถึง 12 ครั้งโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว เช่น จิตแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาลหรือผู้ช่วยแพทย์ ECT

การดูแลร่างกายผู้ป่วย

  • ให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือโดนแสงแดดอ่อนๆ เช่น เดิน วิ่ง หรือ ว่ายน้ำ โดยเฉพาะการออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่น จะช่วยเพิ่มการเข้าสังคมด้วย
  • อย่าตั้งเป้าหมายที่ยากเกินไป ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แล้วรอดูผลการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแทนดีกว่า
  • เลือกทำกิจกรรมที่เราชอบหรือรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ โดยเฉพาะที่ได้ทำร่วมกับคนอื่น
  • ที่สำคัญที่สุด อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญต่อชีวิตในช่วงนี้
  • จัดลำดับความสำคัญเรื่องต่างๆ แยกออกมาเป็นหัวข้อย่อยที่เราสามารถทำได้ จะได้ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป

คำแนะนำญาติผู้ป่วย

  • ทำความเข้าใจก่อนว่า เค้าคือผู้ป่วยจากโรค ไม่ใช่อาการท้อแท้ไม่ต่อสู้ปัญหา
  • ทำตัวปกติ อย่าต่อว่าใดๆ คอยสอบถามชวนคุยเล็กๆ น้อยๆ อย่างใจเย็น ให้ผู้ป่วยค่อยๆ พูดคุยระบายความรู้สึกไม่เครียด
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการรับฟังผู้ป่วย และการใช้คำพูดต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ดูแลใกล้ชิด
  • ดูแลเรื่องการทานยาอย่างเคร่งครัด เพื่อการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด
  • ถ้ามีคำพูดหรือการกระทำแสดงการไม่อยากมีชีวิตอยู่ อย่าตื่นตระหนก ค่อยๆ พูดคุยให้ผู้ป่วยแสดงความคิดเห็นออกมาเพื่อลดความเครียด แล้วพูดแสดงให้เห็นคุณค่าของของผู้ป่วย แต่ถ้าผู้ป่วยยังเครียดมาก ควรพาไปพบแพทย์
  • หากลุ่มพูดคุยสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อให้ทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นแบบง่ายๆ และให้ผู้ป่วยมีเพื่อน

สำหรับใครที่กำลังกังวลใจ หรือสงสัยว่าตนเอง หรือคนใกล้ตัวอาจเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถคัดกรองเบื้องต้น โดยทำแบบทดสอบซึมเศร้า ตรวจสุขภาพใจ กับคุณหมอพอดี ได้ที่นี่
หรือ ปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323

Ref: โรคซึมเศร้า, What Is Depression, CBT Satir, CBT, Satir, จิตบำบัดรักษาซึมเศร้าได้อย่างไร การรักษาด้วยยาและจิตบำบัดในจิตเวชปฏิบัติยุคปัจจุบัน

เขียนโดย

Agnos Team

Agnos Team

แชร์

บทความที่เกี่ยวข้อง

กรดไหลย้อนปวดท้อง

เป็น "กรดไหลย้อน" ถึงขั้นเสียชีวิตได้จริงหรอ

Q&Aถามตอบหมอแอ็กนอส

ถาม-ตอบ กับ Agnos

Health&Wellness

กัญชาเสรี ความเสรี ที่มาพร้อมกับความเสี่ยง

Q&ATiktokถามหมอปวดหน้าอก

ปวดหน้าอกข้างขวาแบบนี้ ต้องทำยังไง?

Agnos Logo

© 2020 Agnos