Smart hospital คืออะไร? โรงพยาบาลในไทยเริ่มนำมาใช้กันหรือยัง


เขียนโดย
หัวข้อ
ภาพทั้งหมด (6)
- นิยามของกระทรวงสาธารณสุข
- มุมมองต่อ Smart hospital ในต่างประเทศ
- ตัวอย่าง Smart hospital ในต่างประเทศ
- Smart hospital โรงพยาบาล ในประเทศไทย
หลายๆคนคงได้ยินคำว่า Smart hospital (โรงพยาบาลอัจฉริยะ) แล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า อะไรคือ Smart สำหรับโรงพยาบาล เหมือน Smartphone, Smart device ยังไงหรอ? หรือว่าเป็น Digital hospital? เกี่ยวอะไรกับ Digital transformation โรงพยาบาล ไหม? วันนี้ เราจะมาอธิบายให้ฟัง
ก่อนอื่นเลย ก็ต้องพูดถึงนิยามที่ทางกระทรวงสาธารณสุขไทย ได้ให้ไว้ก่อน ว่า Smart hospital ในมุมมองของกระทรวงนั้น คืออะไร
นิยาม Smart hospital ของ กระทรวง สาธารณสุข
“คือ โรงพยาบาลภาครัฐ … ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการจัดบริการภายในโรงพยาบาล ลดขั้นตอนการปฏิบัติ และเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการรับบริการที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัย และทันสมัยอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
ขยายความเป็น 4 ส่วน คือ
1) Smart Place/Infrastructure
คือ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Green and Clean & Digital look คือ มีการจัดการเรื่องอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์พลังงาน อย่างยั่งยืน มีการจัดตกแต่งสถานที่ให้สวยงามดูมีความทันสมัย (Digital look)
2) Smart Tools
โรงพยาบาลมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ให้มีความถูกต้องแม่นยำ สะดวกรวดเร็ว ลดความเสี่ยงความผิดพลาดต่างๆ ลดระยะเวลา เพิ่มความปลอดภัย และเพิ่มความพึงพอใจของผู้รับบริการ เช่น
2.1 ระบบบริการนัดหมาย หรือ จองคิวออนไลน์
2.2 ระบบเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรฐาน เช่น HIS Gateway
3) Smart Services
โรงพยาบาลมีการบริหารจัดการกระบวนงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น
3.1 การยกเลิกการเรียกรับสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารอื่นที่ออกโดยราชการจากผู้รับบริการ
3.2 การจัดเก็บข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยด้วยรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EMR : Electronic Medical Records)
3.3 การใช้ใบสั่งยาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
3.4 มีการแสดงข้อมูลระยะเวลารอคอยรับบริการ
3.5 การมีบริการนัดหมายแบบเหลื่อมเวลา หรือมีการจัดกลุ่มผู้รับบริการ ได้รับบริการตรงเวลาหรือแตกต่างเล็กน้อยอย่างเหมาะสม เป็นต้น
4) Smart Outcome
โรงพยาบาลมีการบริหารจัดระบบงานให้มีความเชื่อมโยงกันได้อย่างอัตโนมัติ โดยนำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้ โดยเฉพาะระบบหลักของโรงพยาบาล (Core Business Process) เพื่อให้มีระบบสารสนเทศที่ตอบสนองต่อการบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันความเสี่ยงด้านการเงินการบัญชี การจัดซื้อจัดจ้าง ป้องกันปัญหาการขาดแคลนและความไม่สมดุลด้านทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรในระบบบริการ มีการบริหารจัดการ Unit Cost ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และเพื่อเพิ่มคุณภาพระบบบริการ จัดการระยะเวลารอคอยได้อย่างเหมาะสม
จะเห็นได้ว่า ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขนั้น มีการเน้นเรื่องการจองคิว ระบบคิว การแสดงระยะเวลารอคอย ค่อนข้างมาก รวมไปถึงเรื่อง การข้อมูลผู้ป่วยแบบ อิเล็กทรอนิกส์ และการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วย อีกด้วย
Agnos อยากจะพาไปดูกันว่า ในต่างประเทศนั้น มุมมองต่อ Smart hospital อย่างไรกัน
ข้อมูลจาก McKinsey&Co. บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ให้คำจำกัดความ Smart hospital ไว้ว่าเป็นโรงพยาบาลที่สามารถทำได้ 5 ข้อ ดังนี้
1. สามารถเชื่อมโยงกับระบบเครือข่ายสุขภาพได้ผ่านช่องทางดิจิตัล เช่น การส่งต่อข้อมูลผู้ป่วย ประวัติการรักษา ระหว่างโรงพยาบาลด้วยกันเอง หรือ แม้กระทั่ง คลินิกหรือร้านขายยา นอกจากนี้ยังรวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูล อุปกรณ์สุขภาพต่างๆ (wearable device) ที่คนไข้เพื่อดูแลปัจจัยต่างๆด้านสุขภาพมายังโรงพยาบาลได้อีกด้วย
2. สามารถใช้การทำงานแบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยในการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำงานในโรงพยาบาล ปัจจุบันมีการทำงานที่ใช้บุคลากรจำนวนมาก เช่น การลงทะเบียนผู้ป่วย การบริหารจัดการคิว การเดินเอกสาร การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การบันทึกข้อมูลผู้ป่วย เป็นต้น ซึ่งการทำงานต่างๆข้างต้น สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยได้เป็นจำนวนมาก
a) RFID, bar codes, QR code เพื่อบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์ หรือ บ่งบอกตัวตนผู้ป่วย เป็นต้น
b) การใช้ ระบบดิจิตอล และ AI เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ในการทำงาน เช่น การลงทะเบียน การส่งต่อผู้ป่วย การทำนัดหมาย เป็นต้น
c) การใช้ระบบบริหารจัดการการใช้งานเครื่องมือแพทย์ ระบบบริหารจัดการคิวผู้ป่วย
3. สามารถให้บริการโดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลางและยกระดับการดูแลผู้ป่วยโดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น
a) ขั้นตอนก่อนมาโรงพยาบาล
i) สามารถเช็คข้อมูลสุขภาพคนไข้จากอุปกรณ์สุขภาพ จากที่บ้านได้ เช่น ความดัน ระดับนั้นตาลในเลือด โดยสามารถส่งข้อมูลแจ้งเตือนคนไข้ หากมีความผิดปกติได้
ii) หากจำเป็นต้องมา รพ. มีระบบนัดหมายแพทย์เฉพาะทาง ที่มี AI ในการช่วยแนะนำแพทย์ที่เหมาะสมกับอาการเจ็บป่วยได้
b) ขณะใช้บริการที่โรงพยาบาล
i) สามารถยืนยันตัวตนผู้ป่วยอัตโนมัติโดยการใช้ บัตรประชาชน หรือ การสแกนใบหน้าผู้ป่วย
ii) ระบบ AI สามารถเช็คสัญญาณชีพ คัดกรอง ผู้ป่วยได้อัตโนมัติ และแจ้ง แผนกที่ต้องไปใช้บริการ
c) หลังการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาล
i) คนไข้สามารถเช็คข้อมูลผลแลปได้จากอุปกรณ์มือถือ
ii) มีการแจ้งเตือนการกินยา
iii) มีการใช้ telemedicine ในการติดตามผู้ป่วยทางไกล
4. สามารถใช้ข้อมูล (Big data) ในการวิเคราะห์การรักษาหรือการบริหารจัดการโรงพยาบาล เช่น
a) การใช้ AI ในการช่วยวินิจฉัยโรค
b) การใช้ AI ในการช่วยวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
c) การใช้ AI เพื่อบริการจัดการตารางการใช้งานห้องผ่าตัด
5. สามารถผสานการใช้งานเทคโนโลยี เข้ากับการทำงานของเจ้าหน้าที่หลากหลายวิชาชีพได้ การทำงาน smart hospital ไม่ใช่โปรเจคที่ใช้แค่การพัฒนาหรือเลือกซื้อเทคโนโลยีจากฝ่าย IT เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโฉมการให้บริการ ที่ต้องใช้ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่สหวิชา ทั้ง แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่แลป รวมไปถึง ผู้บริหารของโรงพยาบาลอีกด้วย การทำงานที่เปลี่ยนไป จำเป็นต้องมีการร่วมมือกันระหว่างแผนก มีการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงการทำงาน (Change Management) smart hospital จะไม่มีทางสำเร็จได้หากเป็นการทำงานจากฝ่าย IT เพียงอย่างเดียว
ยกตัวอย่างการทำ Smart hospital ในต่างประเทศ
1. Humber River Hospital, Canada มีการใช้ระบบดิจิตอลและการใช้งานหุ่นยนต์ส่งของ ทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาดูแลคนไข้มากขึ้น พัฒนาระบบการดูแลคนไข้ ซึ่งสามารถลดปริมานงาน หลังบ้าน (back-office) ลงได้มากถึง 80%
2. Samsung Medical Center, South korea มีการใช้ระบบ RFID สำหรับระบุตัวตนคนไข้ ที่แผนกตรวจสุขภาพ ทำให้คนไข้สามารถรู้ระยะเวลารอคอยที่จอได้เพียง เดินเข้าไปใกล้ๆจอทีวี นอกจากนั้นยังสามารถกดเพื่อส่งรายงานผลการตรวจเข้าสู่โทรศัพท์มือถือได้อีกด้วย
3. Guangzhou Women and Children’s Medical Center, China ใช้ระบบ AI เพื่อวิเคราะห์โรคในเด็ก จากการอ่านข้อมูลประวัติคนไข้ ซึ่งได้ผลลัพธ์ความแม่นยำใกล้เคียงการวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญ
4. Intermountain Healthcare, USA ได้ให้บริการ telemonitoring สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการ early discharge โดยมีเจ้าหน้าที่พยาบาลดูแลคนไข้ทางไกล ตลอด 24 ชม ทำให้คนไข้และโรงพยาบาลประหยัดค่าใช้จ่ายจำนวนมาก รวมถึงทำให้คนไข้ฟื้นตัวเร็วขึ้นได้อีกด้วย
หันมาดูในประเทศไทยกันบ้าง สำหรับเครือโรงพยาบาลในประเทศก็มีการตื่นตัวเรื่องก้าวสู่ Smart hospital พอสมควร
Smart hospital ภาคเอกชน
โรงพยาบาลเอกชนในไทยส่วนใหญ่ได้มีการใช้งานระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Records) และ มีการพัฒนาระบบแอปพลิเคชันสำหรับคนไข้ดูข้อมูลสุขภาพเบื้องต้น รวมถึงมีการนัดหมายแพทย์เฉพาะทางผ่านแอปพลิเคชันได้ เช่น แอปพลิเคชัน myB+ ของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ แอปพลิเคชัน HealthUp ของเครือโรงพยาบาลพญาไทเปาโล เป็นต้น อย่างไรก็ดี การดำเนินงานส่วนใหญ่ในภาคโรงพยาบาลเอกชนนั้น ยังเป็นการใช้กระดาษในการเดินเอกสารและจัดคิว ซึ่งยังไม่ใช่การเข้าสู่ smart hospital อย่างสมบูรณ์นัก นอกจากนี้มีการทดลองใช้งาน AI ในการอ่านฟิลม์ X-ray ในโรงพยาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ทั้งนี้ การทำ smart hospital ในไทย ยังเป็นการทำงานรายโปรเจค มากกว่าการวางแผนระยะยาวที่จะปูทางเข้าสู่ smart hospital อย่างยั่งยืน ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการบูรณาการจากหลายภาคส่วนในโรงพยาบาล
Smart hospital ภาครัฐ
โรงพยาบาลรัฐเองก็มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้บ้าง ที่พบเห็นได้บ่อย ก็จะเป็นตู้ kiosk เสียบบัตรประชาชนเพื่อเช็คสิทธิการรักษา หรือ ตู้รับบัตรคิว มีการใช้เครื่องวัดความดัน น้ำหนัก ส่วนสูง อัตโนมัติที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบ HIS ได้ ในส่วนของโรงพยาบาลรัฐนั้น การกรอกข้อมูลผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นการกรอกข้อมูลในกระดาษและสแกนเข้าระบบ เพื่อทำการค้นหาได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดีข้อมูลในลักษณะนี้ ไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้มากนัก จึงไม่สามารถนำไปต่อยอดในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ big data ได้ นอกจากนี้ การใช้งาน AI ในภาครัฐค่อนข้างมีจำกัด ส่วนมากจะอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย เช่น รพ. จุฬา หรือ รพ. ศิริราช ซึ่งมีหน่วยงานพัฒนา AI เอง หรือ มีระบบ AI จากต่างประเทศมาทดลองใช้งาน ส่วนที่โรงพยาบาลภาครัฐยังตามหลังโรงพยาบาลเอกชน อย่างเห็นได้ชัด คือการจองคิวหมอ และการมีระบบคิวคนไข้ที่สามารถดูระยะเวลารอคอยได้
บทสรุป
นิยามของ Smart hospital จากกระทรวงสาธารณสุขไทยนั้น ส่วนมากจะเน้นไปที่ระบบคิว การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล การแปลงข้อมูลเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ขอบเขตการทำ smart hospital ที่กว้างกว่า มีการเน้น การใช้ AI และ การวิเคราะห์ big data เพิ่มเติม และ เน้นว่า การก้าวสู่ smart hospital นั้น ไม่ใช่งานด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนโฉมการให้บริการ ที่ต้องใช้ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่สหวิชา ทั้ง แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่แลป รวมไปถึง ผู้บริหารของโรงพยาบาลอีกด้วย
สำหรับโรงพยาบาลใดที่มีแผนก้าวสู่การเป็น Smart hospital หรือ ต้องการระบบ smart hospital มาใช้ในโรงพยาบาล
Agnos health เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา Digital technology and AI for health care โดย ระบบ Smart hospital ของเราเน้นการสร้างประโยชน์ให้กับ ผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholder) อย่างทั่วถึง
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถนัดเข้ามาพูดคุย หรือ ขอดูตัวอย่างการใช้งาน ของเราได้ทางช่องทางนี้เลย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม บริการ Smart hospital คลิก
อ้างอิง
http://healthkpi.moph.go.th
https://www.mckinsey.com/industries/healthcare/our-insights/finding-the-future-of-care-provision-the-role-of-smart-hospitals
https://www.healthcareitnews.com/news/intermountain-expands-reach-broadens-offerings-hospital-home-program






